ลองอ่านกันนะค่ะ จะได้ข้อคิดดีๆในการดำเนินชีวิตประจำวัน

๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน?
ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ
๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี?
(๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
(๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
(๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
(๔) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง
๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี?
ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข
๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน?
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จักแบ่งเวลาให้งาน รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน
๕. โกรธ! ถูกเพื่อนนินทา?
โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณเป็นคนโชคดี จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง
๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี?
(๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
(๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
(๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ
ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา
๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร?
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้
๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี?
(๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
(๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
(๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน
สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ
๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร?
โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คนทำงานดีจึงมีคนริษยา ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา
๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี?
(๑) หางานใหม่
(๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
(๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
(๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด
จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่
๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย?
คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างใจกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า
แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย
๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม?
ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือ
คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า
๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน?
ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน
๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี?
มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียน
ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ
๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร?
(๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
(๒) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาจากใคร
(๓) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง
๑๖. สวดมนต์บทไหนดี?
(๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
(๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า
จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
(๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้
คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง
๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี?
(๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
(๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
(๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส
เนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด
๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก?
(๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
(๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอดภัย
(๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน
๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม?
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน
๒๐. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ?
ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน
มองอย่างพินิจจะพบว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

สังสัยว่าในเรื่องของความรัก ทำไมหลายๆ คนไม่ยอมรับ “ความจริง” ที่อยู่ตรง

หน้า? ทำไมต้องหลอกตัวเอง ทำไมต้องตั้งคำถามอีก …ในเมื่อคำตอบมีอยู่ตรง

หน้า?? ทำไม??

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของตนเอง และคนรอบข้าง มันทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า

เมื่อความสัมพันธ์ เปลี่ยนไป ความรักไม่เหมือนเดิม คนข้างกายเปลี่ยนไป ไม่ว่า

เขา หรือคุณๆ จะอ้าง จะหลอก จะโกหกยังไง แต่สุดท้ายมันก็หนีความจริงไม่พ้น

ไม่ใช่หรือ??

ตัวอย่างเช่นเพื่อนมีแฟน คบกันมานาน ฝ่านชายไม่เคยพาไปพบครอบครัว คบ

มา 3-4 ปี ก็ไม่พาไป อ้างนั่นอ้างนี่ ยิ่งหลังๆ แฟนเปลี่ยนไป โทรหาน้อยลง บางทีก็

หายหัวออกจากบ้านโทรไปไม่อยู่ มือถือไม่รับ พอโทรกลับมาก็บอกพอดีไปธุระ

ข้างนอก??? บางทีบอกว่าวันนี้เหนื่อยอยากอยู่บ้านขอไม่ไปเที่ยวด้วย แต่วันต่อ

มาหลุดปากมาว่าวันก่อน (วันที่บอกว่าจะอยู่บ้าน) บังเอิญเจอเพื่อนคนนั้นๆๆ ที่สยาม??

ไอ้ฝ่ายเพื่อนเราก็หลอกตัวเองไปสิ ว่าเขาไม่ว่าง เราเข้าใจเขา เขาไม่มีอะไร…

แต่….. เข้าใจแล้วทำไมโทรมาร้องไห้กับเรา ไม่คิดมากทำไมร้องไห้ทุกวัน ทำไม

เฝ้าเพียรโทรจิก

อยากบอกเพื่อนว่า “รับความจริงเถอะเพื่อน คำตอบอยู่ตรงหน้า” เท่านั้นเอง

คุณๆ ที่อ่าน เข้าใจคำตอบไหม? เข้าใจไหมว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติที่คนคบๆ

กันอยู่ๆ จะมาโกหก มาหลบๆ ซ่อนๆ มาไม่รับสายบ่อยๆ??

จะหลอกตัวเองไปอีกนานแค่ไหน เพราะสุดท้ายผ่ายชายก็จากเธอไปอยู่ดี??

เพื่อนอีกคนหนึ่ง แฟนหล่อนไปมีคนใหม่ แต่ก็ยังโทรมาคุยกับหล่อนบ้าง แต่ไม่

มีอะไรมากกว่านั้น นานๆ โทรที แค่โทรมาถามว่าเป็นไง สบายดีไหม ทำอะไรอยู่

วันหลังไปกินข้าวกัน (แต่ก็ไม่เห็น “วันหลัง” ที่ว่าจะมาถึงเสียที)….

เจ้าหล่อนเพียรตั้งคำถามในใจ เขาอยากง้อเราใช่ไหม? เขาคิดถึงเลยโทรมาใช่

ไหม? เอ..หรือเขาอยากง้อแต่ไม่กล้า…

เพื่อนเอ๋ย.. คำตอบอยู่ตรงหน้า ถ้าเขาอยากกลับมาจริงๆ เขามานานแล้ว นี่เห็น

เดือนนึงโทรมา 2-3 ครั้ง ไม่เคยมาหา ไม่เคยมากกว่านั้น เพื่อนทำไมต้องถามอีก???

ในเมื่อสุดท้าย คำตอบก็เหมือนเดิม เมื่อเธอเอ่ยปากถามฝ่ายชาย (ด้วยใคร่

ครวญคิดสรุปเอาเองแล้วว่า สงสัยเขาอยากง้อ แต่ไม่กล้า งั้นฉันลองเสนอเอง) ว่า

อยากดีกันไหม …คำตอบก็คือฝ่ายชายหายหัวไปเลย และเธอ…. นั่งร้องไห้

เหมือนเดิม

ต่อมาเรื่องของผู้ชายบ้าง อยู่ๆ แฟนสาวมาขอเลิก ชายหนุ่มก็ร้องไห้ฟูมฟาย ผ่าน

ไป 2 สัปดาห์ สาวเจ้าโทรมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มาบอกให้มารับไปเที่ยว

กินข้าว ฯลฯ แต่ก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้น นึกอยากโทรหล่อนก็โทร อยากหายไปไม่

รับสาย หล่อนก็หายไปเลย พอไปหลายๆ ครั้งเข้า ไอ้เพื่อนเราเกิดได้ใจ นึกว่าจะ

กลับมา เลยโทรหาเหมือนเดิม สาวเจ้าจะไปไหนก็คอยเฝ้าถาม ใจก็คิดไปว่าเธอ

คงอยากเหมือนเดิมแต่คงไม่กล้า งั้นลองง้อดู ที่ไหนได้ ผู้หญิงบอก “เป็นเพื่อน

กันนะ” สรุปหนุ่มน้อยต้องร้องไห้รอบต่อไป….

อยากบอกทุกคนที่กำลังมีปัญหาว่า…………….

1. ยิ่งคุณรับความจริงได้เร็วแค่ไหน คุณจะเจ็บน้อยลงและหายเร็วขึ้นแค่นั้น

อย่าหลอกตัวเองเลย

2. เมื่อมีเหตุการณ์ที่ “ไม่ปกติ” เช่นโทรไปก็ไม่รับ หายไปโดยไม่บอกบ่อยๆ อ้าง

นั่นอ้างนี่ ไม่ค่อยมาหา โกหกบ่อยครั้ง หยุดอ้างกับตัวเองเถิดว่า “ไม่มีอะไร

หรอก” ยอมรับเถอะ ความรักของคุณจบแล้ว และเดินออกมา อยู่ต่อไปคุณก็ต้อง

เจ็บอยู่ดี เจ็บกว่าการที่คุณยอมรับแต่แรกเสียอีก ถ้าเขารักคุณ เขาย่อมไม่ยอม

ให้คุณจากไปแน่นอน แต่นี่…คุณไม่เห็นจริงๆ หรือ???

3. อย่าตั้งคำถาม ทำเป็นไม่เห็นคำตอบไปเลย คุณเห็นคำตอบชัดเจนดีอยู่แล้ว

เพียงแต่คุณจะรับมันหรือไม่เท่านั้นเอง

การหลอกตัวเอง ทำได้แค่ “ยืดระยะเวลา” เท่านั้น ซึ่งเวลาที่ยืดออกไปทุกวันๆ ก็

คือเวลาของความเจ็บปวด ทำไมวันนี้ไม่โทรมา? ทำไมไม่รับ? ออกไปกับใคร?

ติดสายอีกแล้วหรือ? โกหกหรือเปล่านี่? เหล่านี้คือคำถามที่ทิ่มแทงใจคุณเอง

โดนคนอื่นหลอกก็เจ็บพออยู่แล้ว มันเจ็บมากกว่าถ้าคุณช่วยคนอื่นที่ว่าโกหกตัว

เองซ้ำลงไปอีก เพียงเพราะความอ่อนแอ ไม่รับความจริงของตัวเอง

คุณยังมีชีวิตอีกนาน ออกมาจากหลุมแห่งการโกหกนั้นเถอะ เดินออกมาพบแสง

สว่างเสียที เข้าใจว่าการปีนขึ้นจากหลุมมันเหนื่อย ทรมาน เหน็บหนาว และเจ็บ

เพียงไร แต่การโกหกตัวเองก็ไม่ต่างกับการช่วยถีบตัวเองให้ลงหลุมลึกนั้นหรอก

หยุดเถอะ

ทำร้ายตัวเองทำไม??
****************

เฉลยเหตุการณ์ทั้ง 3 ตัวอย่างที่ยกมา

– เรื่องแรก สรุปว่าฝ่ายชายไม่คิดจริงจังด้วยแต่แรก คบเพราะตอนนั้นเหงาเนื่อง

จากอยู่ห่างบ้านห่างเมือง แต่ฐานะต่างกันเกินไป ฝ่ายชายใคร่ครวญแล้ว จนมา

วันหนึ่ง เขาพบหญิงสาวที่คู่ควร เลยเปลี่ยนไป (กว่าเพื่อนเราจะรู้ กว่าเธอจะยอม

รับ เธอเจ็บนานมาก)

-เรื่องที่ 2 ฝ่ายชายมีคนอื่น แต่ด้วยความผูกพันธ์เลยยังโทรมาคุยกับเพื่อนเรา

อยู่ แค่ผูกพันธ์และห่วงใยในแบบเพื่อนเท่านั้น เขามีแฟนใหม่และชีวิตใหม่

แล้ว จึงปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเมื่อเพื่อนเราขอคืนดี และหายไปเมื่อเพื่อนเรารุก

หนัก เนื่องด้วยกลัวจะเกิดปัญหาเรื้อรัง…เพื่อนเราเจ็บ เพราะไม่รับความจริงแต่

แรก แทนที่จะได้เริ่มชีวิตใหม่ตั้งแต่เลิกกันไปทีแรก กลับต้องมาเจ็บซ้ำซาก จาก

การหลอกตัวเอง

-เรื่องที่ 3 ฝ่ายหญิงไปมีใหม่จริง แต่ความสัมพันธ์กับคนใหม่ลุ่มๆ ดอนๆ เมื่อ

เหงา จึงโทรหาคนเคยหวังดี สรุปเพื่อนเราเป็นแค่เครื่องแก้แหงาเท่านั้น แต่ใจ

ของสาวเจ้า ให้คนใหม่ไปหมดแล้ว …………เพื่อนเราเจ็บอีกครั้ง เพราะคิดไปเอง

P.s ขอขอบคุณบทความจาก อารมณ์ดีดอทคอม

*********  เห็นด้วยกับบทความนี้นะคะ….เมื่อเราไตร่ตรองดูดีดี….เราจะพบว่าแท้ที่จริงแล้วเราหลอกตัวเองมาตลอด…อยากจะบอกว่าเลิกหลอกตัวเองเถอะค่ะ

บนโลกนี้มีคนเป็นล้านคน…คุณอย่าคิดว่า แค่คนเพียงคนเดียว  จะต้องทำให้คุณตาย หรือ หายไปจากโลกนี้ เพราะยังมีคนอีกเป็นล้านที่คุณยังไม่รู้จัก และคนอีกเป็นล้านที่เค้าดีกว่าคนคนนี้ที่ทำให้คุณเสียใจ มากมายขนาดนี้ค่ะ….เคยอ่านเรื่องราว ธรรมมะที่เกี่ยวกับความรัก

ว่ากันว่า…  คู่ครองเรานั้นจะต้องเป็นคนที่บุญเท่ากับเรา  ถึงจะเป็นคู่ของเรา ที่เป็นเช่นนี้เพราะ

หากคุณกับเขา มีทัศนคติที่ต่างกัน การใช้ชีวิตที่ต่างกันสิ้นเชิง อาทิ คุณชอบไปวัด แต่เค้าชอบเที่ยวกลางคืน  หรือคุณชอบทำกับข้าวทานในบ้านแต่เค้าชอบทานข้าวนอกบ้านสังสรรค์กับเพื่อนฝูง…  นั่นหมายถึงว่า  หากคุณยังฝืนคบกับเค้าต่อไป คุณกับเค้าก็ต้องเลิกร้างกันซักวันนึง  เพราะคุณกับเค้ามีวิถ๊ชีวิตที่ต่างกัน…..

ให้คุณลองถามตัวเองดีดีว่าคุณต้องการอะไรกันแน่ในชีวิต…ต้องการดูแลเค้า  หรือต้องการคนที่มาดูแลเรา  (อย่าหลอกตัวเองนะคะ   แล้วคุณจะพบกับความจริงของชีวิตค่ะ)

ความรัก…ความจริง…และสัจธรรมของชีวิต

ความรักที่คุณเพาะบ่มมานานจนได้ที่

จนคุณเองคิดว่านี่แหละคือ…รักแท้

บางทีไม่อาจเป็นอย่างที่คุณคิด

………………….

คุณจำความรู้สึกของกอดแรกได้ไหม

มันอบอุ่นจนคุณเองก็บอกไม่ถูก

มันเป็นกอดแรกเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ร่วมกัน

นั่นหมายความว่าคุณกับเขา…ได้ให้สัญญาร่วมกัน

…………………..

คุณเคยคิดไหมว่าวันหนึ่ง สัญญาที่ให้ไว้ซึ่งกัน

ต้องกลับกลายเป็นโมฆะ

เพียงเพราะว่าใครคนหนึ่งผิดกติกา

โดยยกเหตุผลไม่ดีต่างๆนานา มาต่อว่าคุณ

คุณไม่ต้องแปลกใจ

เพราะนั่นคือกลไกของธรรมชาติ

ที่ถูกเขาสร้างขึ้นมา…เพื่อที่จะบอกลาคุณ

……………………

คุณอาจโอบกอดเขาไว้

และใช้สายตาคู่นั้นเว้าวอน

มันเป็นสายตาอบอุ่นคู่เดิมเมื่อแรกพบ

ที่คุณเคยมองเขาและเขาก็มองตอบคุณ

ด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกัน

หากวันนี้สายตาเย็นชาคู่นั้นของเขา

ไม่อาจแม้แต่จะเหลือบมองสายตาเว้าวอนคู่นี้ของคุณ

…………………..

กติกากำหนดเกมส์ได้

แต่กำหนดใจคนไม่ได้

คุณต้องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น

คุณอาจจะเจ็บตรงก้อนเนื้อที่ในอกซ้าย

แน่นอนไม่มียาชนิดใดรักษาได้

เวลาเท่านั้นที่จะช่วยปฐมพยาบาลคุณ

……………………

หากคุณเคยโอบกอดเขาครั้งสุดท้าย…ของการจากลา

คุณจำความรู้สึกของกอดครั้งนั้นได้ไหม

คุณจะรู้สึกแตกต่างจากกอดแรกโดยสิ้นเชิง

จนคุณเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน

มันเป็นกอดสุดท้ายเพื่อที่จะต้องไปจากกัน

นั่นหมายความว่าคุณกับเขาได้ล้มเลิกสัญญาต่อกันแล้ว

………………..

คุณอาจกำลังเคว้งคว้าง เจ็บปวด…และเปล่าดาย

คุณกำลังต้องการใครสักคน อยู่เคียงข้างคุณทุกเวลา

นั่นเพราะว่าคุณไม่อยากอยู่คนเดียว

เพราะเวลาที่คุณอยู่กับตัวเองเมื่อไหร่

คุณจะพบกับภาพความทรงจำเก่าๆ

ของคุณและเขาที่เคยมีต่อกัน

มันย้อนเข้ามาทักทายทุกครั้งในความนึกคิด

เหมือนหนังม้วนเก่าที่คุณไม่อยากดู…แต่ก็ต้องทนดู

เพราะมันจะฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

บางทีคุณอยากหาหนังเรื่องใหม่มาอัดซ้ำ

แต่คุณก็ทำไม่ได้

บางทีคุณอยากปิดมัน

แต่คุณก็ทำไม่ได้

เพราะหนังเรื่องนี้ดูด้วยหัวใจ…ไม่ใช่ดวงตา

ยิ่งวนเวียนฉายหลายรอบเท่าไหร่

คุณยิ่งเจ็บช้ำมากเท่านั้น

………………..

คุณต้องอยู่คนเดียวให้ได้

ในเมื่อครั้งก่อนคุณยังไม่เจอเขา

คุณก็เคยอยู่มาแล้ว

จะอยู่คนเดียวอีกสักครั้งก็ไม่เห็นเป็นไร

คุณยังมีพ่อ มีแม่ พี่น้อง และเพื่อนดีๆอีกหลายคน

ที่คุณรักแล้วเขาก็รักคุณ

เวลาที่คุณรู้สึกเหงา จงนึกถึงพวกเขา

เพราะนั่นคือยาบรรเทาความเจ็บปวดของคุณ

…………………….

คุณต้องอยู่คนเดียวให้ได้

เพราะชีวิตคุณ…เป็นของคุณ

อย่าให้ใครบางคนในใจ

ที่เคยทำร้ายคุณ…มาทำลายความเป็นคุณ

จงยิ้มสู้ทั้งๆที่รู้ว่ามันยาก

แต่คุณก็ต้องทำ

ยิ่งคุณเข้มแข็งเร็วเท่าไหร่

แผลที่อยู่ในอกซ้าย…ก็จะหายเร็วเท่านั้น

ความหมายของกัลยาณมิตร

คำว่า “กัลยาณมิตร”  แปลความหมายคำ “กัลยาณ” ว่า หมายถึง งาม, ดี และ “มิตร” หมายถึง เพื่อนรักใคร่ที่สนิทสนมคุ้นเคย   ดังนั้น กัลยาณมิตร จึงมีความหมายว่า เพื่อนที่ดี, เพื่อนที่งาม  หรือเพื่อนที่รักใคร่คุ้นเคยที่ดี, เพื่อนรักใคร่คุ้นเคยที่งาม

กัลยาณมิตร  มิได้หมายถึงเพื่อนที่ดีตามความหมายทั่วไปเท่านั้น  แต่เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม  มีความตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม  ทำหน้าที่ของชาวพุทธที่ดี  เพื่อยังประโยชน์ให้ถึงพร้อมทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น  ผู้สั่งสอนแนะนำ   ชักนำไปในหนทางที่ถูกต้องดีงาม

เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่    ย่อมมีแสงอรุณขึ้นก่อนเป็นบุรพนิมิตฉันใด
การมีกัลยาณมิตรเป็นบุรพนิมิต แห่งการเกิดขึ้นของหนทางพระนิพพานแก่ผู้ประพฤติธรรมฉันนั้น

เมื่อเรา เป็นกัลยาณมิตรภายในให้กับตนเองแล้ว  ก็ต้องทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับผู้อื่น  โดยมีความสำนึกในหน้าที่อันสูงส่งนี้ว่า  เป็นหน้าที่ที่มีเกียรติ มีค่าอย่างยิ่ง เป็นหน้าที่ของบัณฑิตและนักปราชญ์ทุกยุคทุกสมัย ต่างสรรเสริญและทำกันมาก่อนแล้วทั้งนั้น การทำหน้าที่กัลยาณมิตรภายนอก ทำได้โดย

*  ให้ความยิ้มแย้มแจ่มใส                               ให้ความสดชื่นเบิกบานใจกับทุกๆ คน

* ให้ความเป็นมิตร                                           ให้ความเป็นกันเอง ให้ความปรารถนาดีอย่างจริงใจกับทุกคน เป็นญาติยิ่งด้วยญาติ เป็นมิตรยิ่งด้วยมิตร

* ให้คำแนะนำที่ดี                                            ชี้หนทางที่ถูกให้เดิน ดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและเป็นไปเพื่อการสร้างบารมีอย่างแท้จริง

* ให้อริยทรัพย์                                                 แนะนำให้ทำบุญให้ถูกวิธีและถูกเนื้อนาบุญ เพื่อเปลี่ยนสามัญทรัพย์ให้เป็นอริยทรัพย์ติดตัวข้ามภพข้ามชาติ

*  ให้หนทางแห่งความสงบร่มเย็น                  ให้ความสุขที่แท้จริงแก่บุคคลทั้งหลาย  โดยการปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรมกาย   แนะนำบุคคลทั้งหลายออกจากกามโดยธรรม

* ให้ชีวิตการเป็นกัลยาณมิตร                         เวลาเป็นสิ่งมีค่ามากที่ สุด  เวลาที่ผ่านไปแต่ละวินาทีนั้นกลืนกินชีวิตของเราให้หมดไปด้วย   แต่เพื่อประโยชน์แก่มวลมนุษย์ เราได้สละเวลาหรือชีวิต เพื่อทำหน้าที่กัลยาณมิตร ให้ทุกชีวิตได้เตรียมเสบียง ในการเดินทางในวัฎฎสงสาร ไปสู่จุดหมาย คือ นิพพาน

……  อย่าเป็นเพียงเพื่อนเที่ยว เพื่อนกิน …..จงเป็นกัลยาณมิตรเถิด…….

ขออานิสงฆ์ของการเผยแผ่ในครั่งนี้จงส่งผลบุญให้บิดามารดาของข้าพเจ้า,เทวดาคุ้มครองประจำตัวและเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเเจ้า….ด้วยเทอญ

189 ผลกรรมและผู้กระทำ

ปัญหา คน ๒ คน ทำกรรมอย่างเดียวกัน แต่ได้รับผลต่างกันมีหรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “…..ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมไว้อย่างไร ? เขาจะต้องเสวยกรรมนั้นอย่างนั้น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ของผู้นั้นย่อมมีไม่ได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมไม่ปรากฏ ส่วนผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมที่จะต้องเสวยผลไว้ด้วยอาการใด ๆ เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้นด้วยอาการนั้น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของผู้นั้นย่อมมีได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมปรากฏ
“…..ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคลในโลกนี้ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อยเช่นนั้นแหละ บาปกรรมนั้นย่อมได้ผลทันตาเห็น แต่ส่วนน้อยไม่ปรากฏ ปรากฏเฉพาะส่วนที่มา บุคคลเช่นไร ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก
“…..ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา มีคุณน้อย มีอัตตภาพเล็ก มีอัตตภาพอยู่เป็นทุกข์เพราะวิบากเล็กน้อย บุคคลเห็นปานนี้ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก
“…..ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเช่นไรเล่า ทำบาปกรรมเล็กน้อยเช่นนั้น เหมือนกัน บาปกรรมนั้นให้ผลทันตาเห็น แต่ส่วนน้อยไม่ปรากฏ ปรากฏเฉพาะส่วนมาก
“…..ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้อบรมกาย อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญา มีคุณไม่น้อย มีอัตตภาพใหญ่ มีธรรมเป็นเครื่องอยู่หาประมาณมิได้ บุคคลเช่นนี้ ทำบาปกรรมเช่นนั้นเหมือนกัน บาปกรรมนั้นให้ผลทันตาเห็น แต่ส่วนน้อยไม่ปรากกฎ ปรากฏเฉพาะแต่ส่วนมาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษพึงใส่ก้อนเกลือลงในขันใบน้อย…. น้ำในขันเล็กน้อยนั้น พึงมีรสเค็ม ดื่มกินไม่ได้ (ส่วนบาปกรรมเล็กน้อยของบุคคลผู้อบรมกายเป็นต้นแล้วน ั้น) เปรียบเหมือนบุรุษพึงใส่ก้อนเกลือลงในแม่น้ำคงคา (น้ำในแม่น้ำคงคาก็คงไม่เค็ม ดื่มกินได้ เพราะเป็นห้วงน้ำใหญ่….”

ผลกรรมเมื่อผิดศีล 5

เมื่อผิดศีล 5 จะมีผลกรรมอย่างไร…
เชิญอ่านได้นะคะ

ผิดศีลข้อ 1
(ฆ่าสัตว์ เบียดเบียนทำร้ายสัตว์ กักขังทรมานสัตว์)

ผลกรรมคือ
1.มักมีปัญหาสุขภาพ ขี้โรค มีโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย รักษายุ่งยาก
2.มีอุบัติเหตุบ่อย ๆ อาจมีอุปฆาตกรรม คือกรรมตัดรอน ทำให้ตายก่อนอายุขัย
3.อาจพิกลพิการ มีปัญหาร่างกายไม่สมส่วน ไม่สมประกอบ
4.กำพร้าพ่อแม่ คนใกล้ตัวโดนฆ่า
5.อายุสั้น ตายทรมาน ตายแบบเดียวกับที่ไปฆ่าไปทรมานสัตว์ไว้
6.อัปลักษณ์ มีปมด้อยด้านสังขาร

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะพยายามไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียน ไม่แกล้ง ไม่กักขัง ว่าง ๆ ก็ไถ่ชีวิตสัตว์ เช่น ไปตลาดซื้อปลาที่เค้ากำลังจ ะขายให้คนไปทำกินให้เราซื้อไปปล่อยในเขตอภัยทาน (ท่าน้ำของวัด) หรือ ซื้อยาสมุนไพรยาแผนปัจจุบันไปให้ถวายพระที่วัด หรือไปตามโรงพยาบาลทั้งของคนปกติและของสงฆ์เพื่อบริจ าคค่ารักษา หรือรับอุปถัมภ์ค่ารักษาพยาบาลบริจาคเลือดและร่างกาย ให้สภากาชาดไทยหรือตามโรงพยาบาลต่าง ๆ และอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง

ผิดศีลข้อที่ 2
(ลักทรัพย์ ขโมย ฉ้อโกง ยักยอก ทำลายทรัพย์)

ผลกรรมคือ
1.ธุรกิจไม่เจริญก้าวหน้า เจ๊ง ขาดทุน ฝืดเคือง โดนโกง
2.มีแต่อุบัติเหตุให้เสียทรัพย์สิน ต้องชดใช้ให้คนอื่นอย่างไร้เหตุผล
3.ทรัพย์หายบ่อย ๆ หลงลืมทรัพย์วางไว้ไม่เป็นที่ หาก็ไม่เจอ
4.มีคนมาผลาญทรัพย์เรื่อย ๆ ทั้งคนใกล้ตัวและคนทั่วไป
5.ลูกหลานแย่งชิงมรดก โดนลักขโมยบ่อย ๆ
6.ตระกูลอับจนไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่คนมาทำลายทรัพย์

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะไม่ยุ่งกับทรัพย์สินของคนอื่น หากอยากได้ให้ขอเสียก่อน จนกว่าเจ้าของจะอนุญาตด้วยความเต็มใจ หมั่นทำบุญสังฆทาน บริจาคค่าน้ำ ค่าไฟวัดเ พื่อที่ศาสนาจะได้ไม่ขาดแคลนปัจจัย ส่งผลบุญให้เราไม่ขัดสน มอบทุนการศึกษาแด่ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผลบุญทำให้เรามีปัญญาที่จะหาทรัพย์อย่างสุจริตรวม ทั้งต้องตั้งสัจจะที่จะมีสัมมาอาชีพ ไม่ฉ้อโกงใคร แม้แต่สลึงเดียวและอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง

ผิดศีลข้อ 3
(ประพฤติผิดในกาม ผิดลูกเมียเขา ล่วงเกินบุตรธิดาของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต แย่งคนรักของคนอื่น กีดกันความรักคนอื่น นอกใจคู่ครอง หลอกลวง ข่มขืน ค้าประเวณี ล่วงเกินทางเพศต่าง ๆ)

ผลกรรมคือ

1.หาคู่ครองไม่ได้,ไม่มีใครเอา, หน้าตาอัปลักษณ์, โดนเพศตรงข้ามล้อเลียนจนมีปมด้อย
2.เป็นหม้าย, ผัวเมียตายจาก, ผัวหย่าเมียร้าง, คบใครก็มีเหตุให้หย่าร้างเลิกรา
3.คนรักนอกใจ, คนรักมีชู้, มีเมียน้อย, คบใครก็เจอแต่คนเจ้าชู้, โดนหลอกฟัน, ท้องไม่รับ, เสียตัวฟรี, โดนข่มขืน
4.ไม่มีมิตรจริงใจ, เพื่อนฝูงไม่รัก, พี่น้องก็ไม่รัก, พ่อแม่ทอดทิ้ง, ชีวิตขาดความอบอุ่น, มีแฟนก็ไม่มีใครจริงจังด้วย, ครอบครัวไม่อบอุ่น
5.มีความผิดปกติทางเพศ, ทางร่างกาย, ทางจิตใจ, ถูกกีดกันทางความรัก, สังคมไม่ยอมรับความรักของตน, มีความรักหลบ ๆ ซ่อน ๆ
6.ต้องมีเหตุพลัดพรากจากคนรักและของรักอยู่เสมอ (ก่อนเวลาอันควร)

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่ทำผิดเรื่องทางเพศ ไม่ทำให้ใครรู้สึกผิดหวังเสียใจในเรื่องความรัก ไม่กีดกัน ไม่คิดแย่งหรือไปรักกับคนรักของใคร ไม่คิดทำร้ายความรู้สึกคนรัก ไม่ล่วงเกินบุตรธิดาของใครก่อนได้รับอนุญาต รักเดียวใจเดียว ไม่นอกใจไม่มีกิ๊ก พอใจในคู่ครองของตนเอง หมั่นทำบุญถวายเทียนคู่ให้วัด ถวายธงคู่ประดับวัด ช่วยออกค่าใช้จ่ายงานแต่งงานและอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง หรือให้ธรรมะด้านความรักแก่คู่รักที่รู้จักเอาใจใส่ค ู่ครอง คนรักเอาใจใส่พ่อแม่ของตนเอง หากรักพ่อแม่เอาใจใส่พ่อแม่อย่างดีจะได้รับผลบุญ ทำให้ความรักของเราสดใสไม่เจ็บช้ำหากทรมานพ่อแม่ ทำอย่างไรกับพ่อแม่ไว้ต่อไปชีวิตรักก็จะเลวร้ายพอ ๆ กับความรู้สึกเสียใจของพ่อแม่ที่เราได้กระทำไว้

ผิดศีลข้อ 4
(โกหก ปลิ้นปล้อน กลับคำ ไม่มีสัจจะ หลอกลวงผู้อื่นใส่ร้ายผู้อื่น ยุแยงให้คนแตกกัน ใช้วาจาดูหมิ่น พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ ขี้โม้ นินทา ด่าทอ ด่าพ่อล้อแม่ ด่าและเถียงผู้มีพระคุณ ผิดสัญญาสาบานแล้วไม่ทำตาม)

ผลกรรมคือ

1.ปากไม่สวย ฟันไม่สวย มีกลิ่นปาก มีปัญหาเรื่องปากเรื่องฟันอยู่เนืองนิจ
2.มีแต่คนพูดให้เสียหาย มีคนซุบซิบนินทาเรื่องของเรา มีคนคอยใส่ร้ายดูหมิ่นและส่อเสียดเราอยู่เสมอ
3.ไม่มีใครจริงใจด้วย มีแต่คนมาพูดจาหลอกลวง ผิดสัญญาต่อเรา
4.เกิดในสังคมที่พูดแต่คำหยาบคำส่อเสียดปลิ้นปล้อน นินทาอยู่เนืองนิจ เพียงตื่นมาก็พบเจอความไม่เป็นมงคล (สังคมที่ปากไม่เป็นมงคล)
5.หลงเชื่อคนอื่นได้ง่าย โดนหลอกได้ง่าย ไม่มีความระวังเวลาโดนโกหก
6.ไม่มีใครเชื่อถือในคำพูดของเรา, เป็นคนที่พูดอะไรแล้วคนเมิน,พูดติดๆขัดๆ, นึกจะพูดอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่พลั้งปากโกหกหรือส่อเสียดนินทายุแย งใคร ไม่ด่าใคร พูดตามความเป็นจริงทุกอย่าง สิ่งใดควรพูดก็ควรพูด ไม่ควรพูดก็อดทนไว้ ไม่ด่า ไม่เถี ยง ไม่นินทาผู้มีพระคุณ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ให้คำสั ญญาใครไว้ต้องรักษา อย่าสาบานอะไรพร่ำเพรื่อ ว่าง ๆ ก็ออกค่าใช้จ่ายให้ค่าทำฟันแก่คนยากคนจนและอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง หมั่นให้สัจธรรมความจริงแก่คนทั่วไป พูดแต่ธรรมะ สอนธรรมะอยู่เสมอ หมั่นพูดหรือเผยแพร่ธรรมะให้คนอื่นฟังบ่อย ๆ ทำตัวให้มีธรรมะให้มีสัจจะพูดอะไรก็ไม่ผิดคำพูด ไม่กลับคำ ไม่หลอกลวงใคร คนจะเชื่อถือมากขึ้น

ผิดศีลข้อ 5
(ดื่มของมึนเมา เสพยาเสพติด ให้ยาเสพติด ให้ของมึนเมา ขายของมึนเมา ขายยาเสพติด)

ผลกรรมคือ
1.สติปัญญาไม่ดี ขี้หลงขี้ลืม เรียนไม่เก่ง อ่านหนังสือไม่จำ อ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ
2.เกิดในตระกูลที่โง่เขลา เต็มไปด้วยอบายมุข
3.หากกรรมหนักจะเกิดเป็นเอ๋อ ปัญญาอ่อน เป็นโรคทางปัญญา
4.ลูกหลานสำมะเลเทเมา มีลูกหลานติดยาเสพติด
5.เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ไม่มีสติระวัง มีแต่ความประมาท
6.มักลุ่มหลงในสิ่งผิดได้ง่าย เป็นคนที่โดนมอมเมาให้หลงใหลในสิ่งผิดได้ง่าย (ขาดสติ)

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่ดื่มของมึนเมาและยาเสพติดทุกชนิด ไม่จำหน่ายจ่ายแจกของมึนเมาและยาเสพติดทุกชนิด หมั่นทำธรรมทาน วิทยาทานให้ปัญญาความรู้แก่คนทั่วไปและอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง

****ฟังไว้ใช่ว่านะคะ…..
เรื่องบางเรื่องอาจจะหาเหตุผลมายืนยันไม่ได้  แต่เรื่องทำความดีแล้วได้ดีนั้น ไม่ช้าก็เร็ว  เราก็จะได้รับผลแห่งการทำดีนั้นได้อย่างแน่นอนค่ะ อย่างน้อยแม้มันจะไม่ได้ออกมาซึ่ง  เป็นผลชัดเจน  แต่โอ๋เชื่อว่า…. ความสุขทางใจ เมื่อเราได้ทำความดีนั้น ก็ย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่า…ทำดีย่อมได้ดีค่ะ  …….

**** ขออนุโมทนา…..สาธุ

ละทิ้งการเข้ามาเล่น เวิดเพลสซะนานเลยค่ะ……เริ่มต้นใหม่ก็ขอเริ่มต้นด้วยเรื่องดีดี  ดีกว่านะคะ

ขอนำแนวทางคำสอนของท่าน พุทธาสภิกขุ  มาเผยแผ่  เพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านอื่นๆๆ

ว่ากันว่าการให้ใดใด  ยังไม่เท่าการให้ธรรมะแก่ผู้อื่นเลยค่ะ

ความยึดมั่นว่าตัวว่าตนนี้เป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งเร้นลับอย่างยิ่ง
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดย่อมจะรู้สึกว่า มันเป็นตัวตนของมันอยู่ ดังนี้เสมอ
ไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะมันเป็นสัญชาตญาณชั้นต้นที่สุดของสิ่งที่มี
ชีวิต และเป็นมูลฐานของสัญชาตญาณอื่นๆ…

เช่น สัญชาตญาณหาอาหารการกิน สัญชาตญาณต่อสู้อันตราย หลบ
หนีอันตราย สัญชาตญาณสืบพันธุ์ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งล้วนแต่
อาศัยสัญชาตญาณแห่งการรู้สึกยึดถือว่า เป็นตัวมันทั้งนั้น มันต้องยึด
มั่นว่ามีตัวมันเสียก่อน จึงจะไม่อยากตาย มันจึงอยากหาอาหารมา
เลี้ยงร่างกาย อยากต่อสู้เอาตัวรอด หรืออยากจะสืบพันธ์ของมันไว้

ความยึดถือว่ามีตัวตนนี้ มีประจำอยู่ในสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ถ้าไม่อย่าง
นั้นแล้ว มันจะมีชีวิตรอดมาไม่ได้: แต่พร้อมกันนั้นมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิด
ความทุกข์ในการแสวงหา…ในการต่อสู้…ในการสืบพันธุ์ หรือในการทำ
อะไรทุกๆอย่าง ฉะนั้น…ท่านจึงกล่าวว่ามันเป็นมูลฐานแห่งความทุกข์
ทั้งปวงด้วย….

ข้อนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็นใจความ โดยสรุปสั้นที่สุดว่า…
“สิ่งต่างๆ ที่คนมีอุปทานไปยึดอยู่นั่นแหละ เป็นตัวความทุกข์หรือเป็น
มูลเหตุแห่งความทุกข์”….หรือ….”ร่างกายและจิตใจที่คนเข้าไปยึดถือ
ด้วยอุปทานอยู่นั่นแหละเป็นตัวทุกข์”….

อุปทานข้อนี้เป็นต้นกำเนิดของชีวิต และเป็นต้นกำเนิดของความทุกข์
ต่างๆ คำที่ว่า….”ชีวิตคือความทุกข์-ความทุกข์คือชีวิต”….ท่านก็หมาย
ความถึงข้อนี้เอง การที่เรารู้จักมูลกำเนิดของชีวิตและของความทุกข์
น่าจะถือว่าเป็น…’การรู้ในสิ่งที่ลึกซึ้งที่สุดและรู้ถึงที่สุด’….

เพราะว่าเป็นทางทำให้ เราสามารถกำจัดความทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด
ข้อนี้อยากจะอวดด้วยว่า…เป็นวิชาความรู้เฉพาะของพุทธศาสนาเท่านั้น
ไม่อาจพบได้ในศาสนาอื่นๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้เลย…

เกี่ยวกับอุปทาน…วิธีปฏิบัติที่ให้ประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นั้น จะต้อง
อาศัยการรู้จักตัวความยึดติด โดยเฉพาะ..’อัตวาทุปาทาน’…ให้มากเป็นอย่าง
ยิ่ง เพราะว่ามันเป็นมูลฐานของชีวิต เป็นสิ่งที่มีขึ้นเอง เป็นเอง ประจำอยู่
เสร็จแล้วในตัว โดยไม่ต้องมีใครมาสอนกันอีก….ฯ

พระธรรมโกศาจารย์ (ท่านพุทธทาสภิกขุ)

*******  เราไม่ควรยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใดใดในโลกนี้

ในโลกนี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนหรอกทุกอย่างจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
เปลี่ยนไปตามอายุขัยของมัน

… เมื่อถึงเวลาจริง ๆ
แม้มีรัก ก็ต้องมีไม่รัก มีหลง ก็จะไม่หลง

มีคิดถึง ก็จะมีห่างหายไป
มีรักเก่า ก็เปลี่ยนไปมีรักใหม่

มีพบกัน ก็ต้องมีจาก
ทุกอย่างมาเป็นคู่ มีมืดก็มีสว่าง
มีดีใจ ก็มีเสียใจ เป็นของคู่กัน
คิดให้ดี ทำใจตัวเองให้ดี

รักตัวเองให้มากขึ้น
นี่แหละคือสัจธรรมของชีวิต………

ขออนโมทนา….สาธุ

Posted by: bobejeji21 | พฤศจิกายน 19, 2009

เรื่องของเรื่อง (การตลาด)

สวัสดีค่ะทุกคน…ห่างหายการเขียนบล็อคไป ปีกว่าๆ…. เพราะด้วยเรื่องของเวลา (เหมือนเป็นข้ออ้าง)
จนแล้วจนรอด ก็มีวันนี้ อิอิ เพราะได้อ่านบล็อคของหลายๆ คน เลยคิดว่ามีอยู่เรื่องนึงที่โอ๋อยากจะเขียนมากๆ ในตอนนี้
เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ ตอนนี้ชีวิตโอ๋เองได้สัมผัส และได้ยืนอยู่บนเส้นด้ายเส้นนึงที่โอ๋ถักทอขึ้นมา
ด้วยตัวเอง ช่วงนี้กำลังพยายามถักทอเส้นด้ายให้กลายเป็นเส้นไหมเพื่อว่า จะได้ยืนอย่างมั่นคง

เราเป็นอิสระแล้ววววววววววววววววววว เย้เย้เย้

อิสระในชีวิต อิสระในความคิด อิสระในการทำงาน เน้นว่าเรื่องงานเรื่องเดียวค่ะ
……เพราะตอนนี้ได้ออกมาทำธุรกิจของตัวเองซึ่งสามารถพูดได้เต็มปาก ว่าเป็นของเราเอง…
คราวนี้พอเห็นภาพมั๊ยล่ะค่ะ….ว่ายืนอยู่บนเส้นด้าย จริงๆๆ

เพราะหากเราไม่มีรายได้เข้ามา….จะเอาอะไรกินค่ะ…..
เลยเป็นช่วงที่เราต้องประคับประคอง….ธุรกิจของเราให้เดินต่อไปได้คะ

วันก่อนเลยได้หยิบหยังสือ ที่ซื้อมาข้ามปี มาอ่านซะหน่อย…..
เป็นเรื่องราวของการตลาด ที่หนุ่มนักต่อสู้คนนึงได้เขียนไว้ …มีประโยคอยู่ประโยคนึง ที่โอ๋ได้อ่านแล้วรู้สึกว่า…มันใช่เลย…..

Think like a child, Act like a pro “จงคิดแบบเด็ก แต่ทำแบบผู้ใหญ่”

การที่เราจะทำอะไรซักอย่าง ให้เราคิดแบบเปิดกว้างที่สุด….คิดอย่างสร้างสรรค์ ไร้ขีดจำกัด…อย่าเพิ่งคิดว่าเราทำไม่ได้…อย่าวาดกรอบให้ตัวเอง …….แล้วสุดท้าย เราจะมีหลากหลายทางเลือก ไหลมาเรื่อยๆ

แต่ในขณะเดียวกัน….เมื่อเราได้ไอเดียใหม่ๆ เทมาแล้ว เราจะทำมันให้สำเร็จได้นั้น
เราจะต้องลงมือทำ….ซึ่งลงมือทำแบบมีการวางแผน วางระบบ ให้ดี อย่าทำไปเรื่อยๆๆๆ เพราะหากเรามีการวางระบบให้ดี

สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราคิดก็จะประสบความสำเร็จได้ค่ะ……

แง่คิดดีดี แบบนี้….ยืมไปใช้ได้ไม่ว่ากันนะคะ….

สุดท้ายในวันนี้ โอ๋อยากจะฝากบอกทุกคนว่า
…..อย่ากลัวที่จะเริ่มทำอะไร……จงลงมือทำอย่างรอบคอบ….เพราะหากเรามัวแต่กลัว
สุดท้ายเราจะไม่ได้อะไรเลย….ถึงแม้ว่าว่าสิ่งที่เราทำไป     มันอาจจะไม่ใช่อย่างที่เราคิด….
……. โบบี้ จีจี้ …….

Posted by: bobejeji21 | ธันวาคม 23, 2008

โอ้ว…สิมิลัน….สวรรค์แดนใต้

สิมิลัน หมู่เกาะสิมิลัน ตั้งอยู่ในทะเลไทยฝั่งอันดามันในเขตอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ประกอบด้วยเกาะเล็กๆ 9 เกาะ และผนวกเกาะบอน และ เกาะตาชัยเข้าไปอีก 2 เกาะ รวมเป็น 11 เกาะ โดยมีเกาะแปดเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่ตั้งของหินรูปเรือใบซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของเกาะสิมิลัน

หวัดดี ค๊าบบบบบบบบบบบบบ ไปเที่ยวสวรรค์แดนใต้มาน่ะค่ะ…..นั่นก็คือ “สิมิลัน”

สิมิลัน หมู่เกาะสิมิลัน ตั้งอยู่ในทะเลไทยฝั่งอันดามันในเขตอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 800 กิโลเมตร ห่างจากฝั่งไปไกล 67 กิโลเมตร ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 43 เมื่อปี พ.ศ. 2525 ประกอบด้วยเกาะเล็กๆ 9 เกาะ และผนวกเกาะบอน และ เกาะตาชัยเข้าไปอีก 2 เกาะ รวมเป็น 11 เกาะ โดยมีเกาะแปดเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่ตั้งของหินรูปเรือใบซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของเกาะสิมิลัน เกาะตาชัยเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองอยู่ห่างไกลจากที่ทำการอุทยานบนเกาะสี่ถึง 58 กิโลเมตร เกาะสี่เป็นเกาะที่น้ำจืดอุดมสมบูรณ์เป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยาน มีชายหาดที่สวยงามมากๆ

ขอบอก……..ว่าสุดยอดจริงจริง

ไม่พูดพล่ำ ทำเพลง ล่ะ ไปดูรูปกันเลยดีกว่า นะจ๊ะ

similan1

Wow! น้ำใส สวยจิงๆ อ่ะ

similan2

เพื่อนร่วมทริป อีกคน จ้า

similan3

น้ำใส จริงๆ เอารูปมาเป็นพยาน อิอิ

similan4

staff สุดหล่อ ของเราค่ะ

similan5

เฮฮาปาร์ตี้กันจริง จิ๊ง…………..สาวๆ ของเรา

similan6

ที่นี่แหละคือ สิมิลัน สวรรค์ของเรา

similan7

ไปปีนเขา กันเถ๊อะ เรากำลังจะขึ้นไปบนยอดเขากัน ไปยัง จัดชมวิว จ๊าาาาาาาาาาาาาา สาวๆ ผู้กล้า ทั้งหลาย

similan8

ถึงแล้ว ฮ๊า…………..

similan9

ขอโพสต์ ท่า ถ่ายรูปหน่อย นะจ๊ะ

similan10

similan11

บนโน้นไง จุดชมวิว ที่เราไปกันมาเมื่อตะกี๊

similan12

Amazing Thailand จริงจริง ขอจบทริปนี้ด้วย หนูน้อยที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อ สวรรค์แดนใต้ ของเรา

similan13

ทริป สนุกๆ แบบนี้ ใครอยากจะไป สายด่วนมาได้เลยนะจ๊ะ 089-7261788 รับรองว่า Amazing Thailand จริงๆ จ๊าาาาาาาา

http://www.yoursvacation.com ไม่เที่ยวตอนนี้แล้วจะเที่ยวตอนไหน……………..

เขียนโดย      :   พรหมมาตร์ ชายลิม

สำนักพิม       :   คิดดี

ประเภท        :   บริหาร/การจัดการ , จิตวิทยา

คำแนะนำหนังสือ

–  คุณอยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จไหม?

–  คุณอยากเป็นคนที่มีการงานมั่นคงไหม?

–  คุณอยากเป็นคนรวยไหม?

–  คุณอยากมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุขไหม?

–  คุณอยากมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบไหม?

100 คนคิด 10 คนทำ 1 คนสำเร็จ

เชื่อว่าใครก็ตามที่ถูกถามคำถามเหล่านี้เกือบทุกคนต้องบอกว่า “อยาก” แต่ก็อย่างที่รู้กันดีว่า การจะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถึงยากก็คงจะไม่ยากเกินไป หากคิดจะทำ และได้ลงมือทำจริงๆ หลายคนที่เคยทำตามฝัน และก็คงจะบอกอีกเช่นกันว่าเคยทำแล้วยากกว่าที่คิด ต้องรอทั้งเวลา จังหวะ และความพร้อมที่มากกว่านี้ แต่รู้ไหมว่าต่อให้คุณมีโอกาสและมีความพร้อมสักแค่ไหน ก็ไม่มีวันทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้ หากขากแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่น และถ้าคุณพร้อมแล้วที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ”100 คนคิด 10 คนทำ 1 คนสำเร็จ” จะเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่สามารถเป็นคู่มือสำหรับคุณ…หนังสือที่ใครกำลังค้นหาความสำเร็จ

หนังสือแนวจิตวิทยา การพัฒนาตนเองที่ทำให้ผู้ที่อยากประสบความสำเร็จในชีวิต ก้าวไปจนถึงสิ่งที่ต้องการได้ โดยผู้เขียนได้นำหลักแนวความคิดที่ตนเองยึดปฎิบัติจนประสบความสำเร็จในชีวิตมาร่วมแบ่งปัน “จากคนธรรมดาที่ใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ ปัจจุบันมีรายได้หลายสิบล้านบาทและมีชีวิตที่มีความสุข” หนังสือ Book 1001 คนคิด 10 คนทำ 1 คนสำเร็จ

**** หนังสือเรื่องนี้อยากจะขอนำเสนอจริงจริงค่ะ เป็นหนังสือแนวแนว how to โอ๋ล่ะชอบอ่านมากมากหนังสือแนวนี้ และเล่มนี้ก็เป็นอีกเล่มที่เลือกซื้อมาอ่านค่ะ เหมือนอย่างที่เรารู้ๆ ค่ะ  เรื่องจริงคือ คนส่วนใหญ่ก็จะคิดว่าอยากได้โน่น อยากได้นี่ สักวันฉันจะมีบ้านหลังใหญ่ๆ สักวันฉันจะมีรถป้ายแดง สักวันฉันจะต้องร่ำรวยมีเงินล้าน สักวันฉันจะต้องเป็นเจ้าของกิจการ 100 คนคิด แต่มีแค่ 10 คนเท่านั้นที่ทำ ทำอย่างที่ตัวเองคิดฝันไว้เพราะคนส่วนใหญ่มักคิดเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ทำตามความฝันของตัวเอง ไม่ได้ไขว่คว้ามัน ไม่กล้าที่จะไขว่คว้า เพราะกลัวความล้มเหลว ความผิดหวัง คิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ คิดว่ามันคงเป็นได้แค่ฝัน หากคุณคิดเช่นนี้เชื่อว่า คุณคงไม่ใช่ 1 คนที่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

** เอาเป็นว่าหากคุณได้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้  คุณก็จะรู้ว่าคุณต้องทำอย่างไรจึงจะได้เป็น 1 คนที่ประสบความสำเร็จ.. **

มาอีกแล้ว ปรากฎการณ์ธรรมชาติสวยสวยในเมืองไทยบ้านเรา ได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์ แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องดีดีที่อยากจะบอกต่อค่ะ เค้าบอกมาว่าจะมี ปรากฎการณ์ธรรมชาติสวยสวยในเมืองไทย ในวันที่ 27-08-08 นี้น่ะค่ะ ใครมีโอกาสก็อย่าลืม อย่าพลาดชมล่ะ แต่ช่วงเวลาอาจจะดึกหน่อยเป็นช่วงเที่ยงคืนครึ่งอ่ะ ที่ภูเก็ตถ้าฟ้าเปิด อากาศดีคงมีโอกาสได้ชม เอาเป็นว่าหากมีโอกาสได้ชมจะเก็บภาพมาฝากกันนะคะ…ตอนนี้ไปดูภาพและเรื่องราวเบื้องต้นจาก ฟอร์เวิ์ดเมล์ก่อนละกันนะคะ

วันที่ 27 สิงหาคม 2551 คือวันที่คนทั้งโลกตั้งตารอคอย….
เพราะดาวอังคารจะส่องแสงเจิดจรัสบนฟากฟ้าให้เห็นแบบช ัดเจนที่สุดตลอดเดือนสิงหาคม
ด้วยรูปทรงขนาดใหญ่ประดุจดังพระจันทร์เต็มดวงซึ่งเรา สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
โดยเฉพาะวันที่ 27 สิงหาคมซึ่งทุกอย่างจะชัดเจนสมบูรณ์ที่สุดเพราะวันนั ้นดาวอังคารจะอยู่ห่างจากโลก
แค่ 34.65 ล้านไมล์
อย่าพลาดนะ…คืนวันที่ 27 สิงหาคมนี้ เวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่ง เราจะเห็นดวงจันทร์สองดวงบน
ท้องนภา (โรแมนติคมั่กมั่ก)

ปรากฎการณ์เช่นนี้จะมีให้เห็นอีกครั้งในปี คศ. 2287 (หรือพุทธศักราช 2830)
ร่วมแบ่งปันเมล์นี้ให้เพื่อน ด้วยนะครับ เพราะนี่คือโอกาสเดียวในชีวิต
(ยกเว้นแต่คุณเป็นมนุษย์อมตะซึ่งสามารถมีชีวิตได้อีก 280 ปี)

Older Posts »

หมวดหมู่