Posted by: bobejeji21 | กรกฎาคม 14, 2008

3 ก๊ก ตอน ลิโป้รบกับเตียวหุย กวนอู เล่าปี่

มีคำกล่าวที่ว่า…..”ใครอ่าน 3 ก๊ก ครบ 3 รอบ คนพวกนี้คบไม่ได้”
คิดว่าคงได้ยินกันมาบ้างแล้วใช่มั๊ยคะ….ก็ไม่รู้ว่าจะจริงมั๊ย…

แต่ถ้ามองไปอีกมุมมองหนึ่งก็จะพบว่า พงศาวดารเรื่อง 3 ก๊กนี้ ได้รับความนิยมมาตลอดตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน
อาจจะเป็นเพราะ เรื่องราวที่ได้กลั่นออกมาในวรรณกรรมเรื่องเยี่ยมเรื่องนี้
มีทั้งข้อคิด และแนวทางในการดำเนินชีวิต
ที่สามารถนำไปใชจริง…ในทุกๆ ยุค ทุกๆ สมัย….ไม่มีคำว่าล้าสมัยเลย…..

เรามาดูกันแบบละเอียดอีกซักนิดละกันนะคะ……

สามก๊ก (อังกฤษ: Romance of the Three Kingdoms; จีนตัวเต็ม: 三國演義; จีนตัวย่อ: 三国演义; พินอิน: sān guó yǎn yì) เป็นวรรณกรรมจีนที่แต่งขึ้นประมาณช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 ในสมัยราชวงศ์หยวน โดยนักประพันธ์ชื่อ หลอกว้านจง (อังกฤษ: Luo Guanzhong; จีน: 羅貫中) กล่าวถึงประวัติศาสตร์จีนในยุคสามก๊ก (ค.ศ. 220-280) โดยเริ่มปูที่มาที่ไปตั้งแต่ยุคโจรโพกผ้าเหลือง (ค.ศ.183) เนื้อเรื่องเน้นการชิงอำนาจในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น ของก๊กต่างๆ อันประกอบด้วยวุยก๊ก (เว่ย 魏) จ๊กก๊ก (ซู่ 蜀) และง่อก๊ก (หวู 吳) จนไปถึงการสถาปนาราชวงศ์จิ้นโดยสุมาเอี๋ยนหลานชายของสุมาอี้ (บุตรชายของสุมาเจียว) กินระยะเวลารวมประมาณ 60 ปี สามก๊กเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับไซอิ๋ว ซ้องกั๋ง และความฝันในหอแดง บางคนบอกว่าสามก๊กเป็น บทเรียนตำราพิชัยสงครามภาคปฏิบัติ วรรณกรรมชิ้นนี้ยังได้รับการยกย่องจากองค์กรยูเนสโกให้เป็นสุดยอดวรรณกรรมชิ้นหนึ่งของโลกด้วย
ที่มา: http://th.wikipedia.org

จริงๆแล้วโอ๋ก็เป็นคนนึงที่คลั่งไคล้วรรณกรรมเรื่องนี้มาก…ตอนนี้ก็กำลังอ่านหนังสือเล่มนึง “กลั่น สามก๊ก ฉบับผู้บริหาร” แบบว่าเรียกน้ำย่อยก่อน
ก่อนที่จะริอ่านสามก๊ก….เล่มใหญ่ฉบับเรื่องราวทั้งหมด ……
ก่อนอื่นก็ขอหยิบยกคำกล่าวจาก ท่าน “บูรชัย ศิริมหาสาคร” ผู้เขียนหนังสือ “กลั่น สามก๊ก ฉบับผู้บริหาร” มาหน่อยนะคะ

ท่านได้กล่าวไว้ว่า
“ใครก็ตามที่ไม่เคยอ่าน สามก๊ก อย่าริอ่านคิดทำการใหญ่”
“และใครก็ตามถ้าได้อ่าน สามก๊ก จบสามเที่ยว คนผู้นั้นคบไม่ได้”
และท่านได้บอกว่า….หนังสือเล่มนี้จะเป็นคำตอบ…ของคำกล่าวข้างต้น…
เมื่อเจอคำชี้เชิญแบบนี้เลยสนใจชักอยากจะอ่าน….ก็เลยตัดสินใจซื้อมาอ่าน
หนังสือเล่มนี้จะเป็นหยิบยก บางตอนของ 3 ก๊ก มาบอกเล่าเรื่องราวตอนนั้นๆ
พร้อมทั้งแฝงแง่คิด คติต่างๆ ในมุมมองที่ผู้เขียน ได้ฝากไว้

ไหนไหนก็พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว…โอ๋จะยกตัวอย่าง มาซักตอนนะคะ…ลองอ่านกันดูนะ

ตอน ลิโป้รบกับเตียวหุย กวนอู เล่าปี่
ลิโป้ คือผู้ที่ยาขอบให้สมญานามว่า อัศวินหัวสิงห์ เพราะลิโป้เชื่อในฝีมือทวนตัวเอง เวลาออกรบจึงไม่สวมหมวกเป็นเกราะป้องกันศรีษะ
และยังมวยผมที่เกล้ารวบไว้ ทำให้ศรีษะทุยออกไปละหม้ายคล้ายหัวสิงห์ เสียบปิ่นทองคำประดับดวยขนจามรีย้อมด้วยพวงแดง
นี่คือสัญลักษณ์ของนักรบผู้กล้า อย่างลิโป้ ฝีมือในการรบด้วยทวน เป็นที่เลื่องลือ ทั่วอาณาบริเวณ
ด้วยการรบที่เก่งกล้าบนมาศึกตัวเก่งอย่างเช็กเธาว์ ลิโป้ก็สามารถกำสมรภูมิรบไว้ในมือได้อย่างสบาย

มาวันนึงเกิดการสู้รบ โดยมานักรบ 3 คน คือ เตียวหุย กวนอู เล่าปี่
ถึงแม้ว่าลิโป้จะทนงในเพลงรบของตนเหลือเกิน และไม่เคยยอมแพ้คู่ต่อสู้เลย…
แต่ในการรบครั้งนี้……เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์แล้ว

แม้ตนเองจะมีฝีมือดี มีม้าดี มีอาวุธดี ครบ 3 ประการ ส่วนฝ่ายตรงข้าม ฝีมือดี มีอาวุธดี ขาดเพียงพาหนะดี ….เสียเปรียบกว่า
แต่กระนั้น….ก็มีถึง 3 คน
การรุมรบตีตลบทั้ง 3 ด้าน แต่ละด้านเพลงรบก็จัดเจนเหลือเกิน จึงไม่เป็นการดีแน่…เห็นทีจะเอาชนะได้ยาก ตนอาจเพลี้ยงพล้ำเสียทีได้
เข้าทำนอง….”เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว”
ลิโป้จึงหาจังหวะตีฝ่าวงล้อมออกมา พร้อมควบม้าออกไป (ม้าเช็กเธาว์เป็นม้าที่มีกำลังเหนือกว่าม้าธรรมดา จึงทำให้ไม่มีใครตามทัน)

ากเรื่องราวในตอนนี้ ท่าน “บูรชัย ศิริมหาสาคร” ผู้เขียนหนังสือ จึงได้กลั่นออกมาเป็นคติว่า….

1. เล่นหมากรุกอย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว….เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิตจะไม่ใช้ความคิดได้อย่างไร
2. การถอยไม่ใช่การหนี…ถ้าการถอยนั้นเป็นการถอยที่ฉลาด
คือ การถอยไปตั้งหลัก เพื่อที่จะกลับมาสู้ใหม่ หรือเพื่อรอคอยจังหวะและโอกาสอันได้เปรียบ
ดีกว่าบุกตะลุยไปข้างหน้า แล้วพบกับความปราชัย

……เยี่ยมยอดจริงจริง….เห็นมั๊ยละคะว่า….ถึงแม้วรรณกรรมเรื่องนี้จะเป็นที่เปิดเผยมานานแสนนานแล้ว
ปัจจุบัน ข้อคิดเหล่านี้ก็ยังสามารถ นำไปใช้ได้จริง……
การที่คนเราถอย…ใช่ว่าคือความพ่ายแพ้…แต่เป็นการถอยเพื่อรับ มาตั้งหลักใหม่ วางแผน เดินหมากกันใหม่…รอคอยจังหวะดีดี เพื่อกลับไปเพื่อมุ่งหน้าคว้าชัยชนะให้ได้……….เรื่องราวต่างๆ ของ 3 ก๊ก…..ยังไม่จบแค่นี้นะคะ ยังมีอีกหลากหลายตอน…
แล้วโอ๋จะทยอยจะมาเล่าสู้กันฟังค่ะ


Responses

  1. ลิโป้ คือผู้ที่ยาขอบให้สมญานามว่า อัศวินหัวสิงห์ เพราะลิโป้เชื่อในฝีมือทวนตัวเอง เวลาออกรบจึงไม่สวมหมวกเป็นเกราะป้องกันศรีษะ(เพราะไร้หัวคิด)

  2. อ่าน 5 จบ แล้วให้แง่คิดหลายๆอย่าง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่ต้องไม่กระทบต่อ จารีต ประเพณี และศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วยนะครับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: